DINNER TIME!
The time was about 5-ish PM and I was ready for dinner. Lacking any alternative idea, we started heading into town to go to the rice soup shop we were a day earlier. Since our "broken arm girl" Nan couldn't ride, we walked into town, which really did not take long.
ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว หลังจากปั่นเหนื่อยมาทั้งวัน คืนนี้ไม่รู้จะกินอะไร นึกขึ้นได้ว่าเฮียเผ่าผู้ใจดีประกาศไว้เมื่อคืนที่แล้วว่าให้ทางร้านข้าวต้มเมื่อคืนไปหาปลาอินทรีย์มาทำข้าวต้ม ก็เลยมุ่งหน้าไปร้านเดิม เผื่อจะยังเหลือ เที่ยวนี้เดินไปกับเพื่อนใหม่ แนน สาวแนนผู้แขนหักจากอุบัติเหตุจักรยานไม่นานมานี้ ก็จูงจักรยานลงไปแทนที่จะปั่นไป ไม่นานนักก็ถึงร้าน

ป้ายใหญ่สีแดงขาวชัดเจนมาก
ปรากฏว่าปลาอินทรีย์หมดไปตั้งแต่รอบที่ ๒ ของเย็นนี้แล้ว เรามาถึงเป็นรอบที่ ๓ จึงอดครับ เลยสั่งไอ้นี่แทน ตามคำแนะนำของเถ้าแก่กิตติมศักดิ์ประจำร้านคนใหม่ "เฮียเผ่า" นั่นเอง
เกาเหลาปลา-หอยนางรมกับข้าวเปล่า ข้าวด้วยเดียวแบ่งกันกิน ๒ คน เพราะลำพังแค่ตัวเกาเหลาเองก็อิ่มจะแย่แล้ว รสชาติอร่อยกลมกล่อมเหมือนเมื่อคืน ปรุงด้วยน้ำปลา ๑ เหยาะ พริกเผาินิดนึง ก็พอแล้ว ที่จริงหอยนางรมหมดเมื่อถึงคิวของพวกเรา แต่เฮียเผ่าผู้ใจดีก็อาสาบึ่งมอเตอร์ไซค์ที่แกเช่ามาไปหาหอยมาให้จากบ้านที่ เขาขาย ไม่ไกลจากร้านนัก
To save time, I ordered this fish-oyster soup and a bowl of rice, the same thing that Nan ordered. It tasted as good as the rice soup I had the night before. The shopowner actually ran out of oyster, but our very own "Uncle Pao" who had rented a motorcycle to ride on the island volunteered to go find fresh supply.
เสร็จจากข้าวต้ม ก็ได้เวลาเดินเที่ยวดูชุมชน เพราะยังไม่มืดเลย พักจักรยานไว้ที่ร้านข้าวต้มก่อน เดินไปกับแนนมุ่งหน้าตรงไปยังแถบท่าเรือ เดินไปก็คุยไปเรื่อย ๆ คุยเรื่องจักรยาน งาน รถ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา พอเจอคนที่คุยกันถูกคอ เวลาก็ผ่านไปเร็ว ไม่ทันไรก็ถึงท่าเรือแล้ว
แต่ก่อนถึงท่า มองเห็น 7-11 ทั้งผมกับแนนก็คิดสงสัยตรงกันว่า ถ้าข้าวของมันต้องขนใส่เรือมา ราคามันจะแพงกว่าที่บนฝั่งหรือเปล่านะ ลองเข้าไปสำรวจดูซิว่าราคาเป็นอย่างไร ปรากฏว่ามันเท่ากันแฮะ แต่ร้านชำต่าง ๆ ที่เขาน่าจะมีต้นทุนสินค้ามากกว่า เขาก็อยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่คนเต็ม 7-11 ตลอดเวลาเลย สงสัยเป็นเพราะเขาไม่ต้องเช่าที่ เปิดร้านชำหน้าบ้าน อะไรขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้ก็เลิกขาย
After dinner, it was still quite bright out, so we decided to stroll through town to observe the community's way of life. Nan and I walked toward the pier area.
A floating crane! ปันจั่นลอยน้ำ
The island's main mode of transportation seemed to be motorcycles.
มอเตอร์ไซค์เต็มไปหมด แต่ไม่เห็นมีตำรวจจราจรสักนายเดียว
คุยกับแนนว่า เอ๊ะ คนแถวนี้เขาทำอะไรกัน ประมงก็คงมีบ้าง เกษตรกรรมไม่เห็นมีการปลูกอะไรเลย ราชการก็มีที่ว่าการอำเภอ มีโรงพยาบาล มีตำรวจ ด้านท่องเที่ยวก็มีแ่ต่ไม่มาก คิด ๆ ดูแล้วยังไม่ทราบว่าชาวบ้านเขาทำอะไรกันบนเกาะนี้ กลับกรุงเทพฯ ลองไปเปิดเว็บหาดู ก็มีแต่บอกว่าเป็นประมง ค้าขาย การบริการท่องเที่ยว รับจ้าง แต่ก็ได้ทราบมาภายหลังว่าคนรุ่นหนุ่มสาวก็ไปทำงานฝั่งโน้นกันมาก ทำงานศรีราชา พัทยา บางแสน เมืองชล นาน ๆ ทีก็กลับมาฝั่งนี้ที ถ้าจะให้ไปกลับบ่อย ๆ แบบวันละครั้งคงไม่ได้เพราะค่าเรือไม่ถูกนัก และใช้เวลาข้ามเรือตั้งชั่วโมงนึง
Fishing vessels in the harbor. Though it appears in the photo below as dark or black, the green seawater was crystal clear.
ร.เรือจอดเรียง
เคียงกันในท่า
น้ำทะเลเขียวฟ้า
สบายตาน่ามอง
At the harbor we also saw another type of vehicles, which I believe is called "Skylab". It looks kind of like a more familiar Tuktuk. The front part is made from motorcycle frame, but the engine, mounted longitudinally, is from a small truck, most commonly from the vastly popular Mazda Familiar 1400 cc, complete with the gearbox. The Tuktuk is obviously driven by its rear wheels. The driver claimed that it can go pretty fast! Well, I believed him, since it's probably got a horsepower to weight ratio that's better than many modern sedans.
เดินไปมาิเจอรถตุ๊ก ตุ๊ก แบบท้องถิ่น ไม่ทราบว่าเจ้านี่คือรถที่คนเรียกกันว่ารถ Skylab หรือเปล่า ใช้เครื่องเก่ารถกระบะ คาดว่าคงจะเป็น Mazda Familiar เครื่อง ๑,๔๐๐ ซีซี เป็นเครื่องเบนซินมาพร้อมเกียร์ด้วย คนขับบอกว่า "แรงนะครับพี่" ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักน่าจะดีกว่ารถยนต์สมัยนี้หลาย ๆ คัน
Walking back up from the pier, we caught sight of a row of roadside stall selling dessert and other quick eats.
เดินขึ้นมาจากบริเวณท่าเรือ ก็ไปเจอะร้านขนมนี้เข้าพอดี
ร้านนี้มีพี่คนหนึ่งแนะนำว่าอร่อยที่สุดในเกาะนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเพราะไม่เห็นร้านอื่นเลย
Some other cyclists in our group were already sitting down so we decided to join them. I ordered "Bua Loy Kai Wan" or บัวลอยไข่หวาน - boiled flour balls served with pieces of coconut, taro, and boiled egg, in a mixture of syrup and coconut milk... hmmm good stuff!
เหลียวไปมองที่โต๊ะ มีพี่ ๆ หลายท่านนั่งอยู่แล้ว เลยเข้าไปร่วมวงด้วย ผมกับพี่คนหนึ่งสั่งบัวลอยไข่หวาน ราคา ๑๒ บาทเท่านั้น แนนสั่งถั่วแดง+ถั่วเขียวผสมกัน พอกินไปคำแรกเท่านั้นแหละ... ได้รับรสชาติอันหวานเสียเหลือเกิน
แม่เอยแม่ค้า
เร่งทำมาหากินถิ่นสถาน
น้ำแข็งไส บัวลอยไข่ ให้รับประทาน
ทำของหวาน น้ำตาลใช้ ให้ระวัง
ทำเสียหวาน ซาบซ่าน สะท้านรส
แม้แต่มด ยังบ่นหวาน ผ่านที่หวัง
หากกินบ่อย ฟันจะผุ ร่ายกายพัง
ขอจงยั้ง หยุดน้ำตาล หวานพอดีพอดี
The dessert was really sweet - as if to strictly adhere to the literal meaning of the Thai word for dessert "Kong Wan - ของหวาน" or "sweet thing".
สี หวานจ๋อยคอยเย้ายวนชวนให้ซื้อ
สัน ทัดมือแม่ค้าปรุงมุ่งให้หวาน
สด แสบทรวงลวงล้ำรับประทาน
ใส สว่างใครได้ผ่านต้องแวะกิน
As we sat down to eat our dessert, I noticed this lightbulb hanging above. Despite the massive campaign to encourage people to switch from incandescent to compact fluorescent bulbs, the former can still be found. Admittedly the glow from these old-school bulbs is a lot more appealing that the CFL's industrial-like shade of bright white or even "warm" yellow, and also less toxic in landfills at the end of their lifetime.
มองหลอดไฟให้คิดจิตประหวัด
มองแล้วขัดลูกตาพาสงสัย
บนเกาะนี้ไม่มีหรืออย่างไร
หลอดตะเกียบประหยัดไฟน่าใช้เอย
A number of cyclists rode past us. This little guy, Nong Pond, just suffered a minor accident. Look at his knee! I believe he was on his way to the hospital, which is located a block away from the dessert stall.
จากนั้นก็ได้เวลากลับที่พักสักที ก็เดินผ่านร้านข้าวต้มเพื่อไปเอาจักรยาน เดินจูงไปเรื่อย ๆ มุ่งหน้าศาลาเทศบาลฯ แต่ก่อนจะึถึง มันมีจุดชมวิว ตอนนี้เริ่มได้ยินเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้อง เลยควักกล้องออกมาถ่ายรูปไว้อีก

เมื่อฟ้าร้องก้องทิศพินิจได้
ฟ้าพิโรธลงโทษใครเพียงชั่วครู่
อีกไม่นานม่านเมฆเสกพรั่งพรู
เป็นเม็ดฝนให้ได้รู้ถึงกรุณา
After we enjoyed our dessert, Nan and I walked back to the rice soup shop to pick up my bike before heading back to the Municipality Office. Just as we approached our destination, we passed by the observation point overlooking the west side of the island. Too bad we didn't make it there soon enough to see the sunset, but the view of the thundering clouds in the distance was impressive nonetheless.

สว่างนักนะฟ้าร้อง
อยากให้ลองทำประโยชน์
พลังงานของท่านโปรด
บริจาค กฟผ.
ฟ้าคะนองมีทั่วไป
ทั่วแดนไทยให้น่าคิด
อยากให้ใครประดิษฐ์
เอ้านักวิทย์คิดให้ที
จับฟ้าผ่าฟ้าคะนอง
มาใส่กล่องลองดูหน่อย
จะได้ไม่ต้องคอย
โรงนิวเคลียร์ละเหี่ยใจ
We stood watching the thunders for a few more minutes, chatting on about our bike stories, till it looked like rain was coming our way, and head back to the Municipal's facility.
เราก็ยืนคุยกันชมฟ้าร้องอยู่สักพัก รู้สึกว่าฝนใกล้จะตก ก็ได้เวลากลับที่พัก มานั่งคุยกันต่อเรื่องประสบการณ์จักรยานของเรา เคยอ่านที่แนนเขียนไว้ที่ไหนจำไม่ได้แล้ว ThaiMTB ใช่มั้ยเอ่ย เรื่องที่ไปสิงค์โปร์ เขียนยาวและสนุกมาก อ่านรอบเดียวจบเลย ก็เลยคุยกันเรื่องแนนไปปั่นที่สิงคโปร์-มาเลเซีย เรื่องปั่นจักรยานที่อเมริกา เรื่องนโยบายรัฐด้านจักรยาน ระบบขนส่ง เรื่องการศึกษา ทำไมเมืองไทยไม่เจริญสักทีนะ คุยกันจนฝนเริ่มตก แนนลุกไปหยิบเสื้อยืดสีส้ม Car Free Day มาหุ้มเฝือกก่อน ถ้าเฝือกเปียกเดี๋ยวมันจะบวม ๆ เสียรูปทรงหมด
We continue talking about bicycles and our life stories for a bit more. Then it was time to get some sleep for the long ride home the next day...
คุยกันจนง่วง เลยขอตัวก่อนนะครับแนน ไปนอนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องเก็บแรงไปปั่นกลับบ้านไง ขอตัวไปแปรงฟัน เอาน้ำล้างตัวอีกนิด แล้วก็นอน หลับ สบาย คืนนี้ฝนไม่สาด แต่อากาศร้อนไปนิดหน่อย
Stay tuned for the ride home... ภาคต่อไป ตอนที่ ๓ เรื่องปั่นกลับ เป็นขาแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ
ถึงฟ้าจะร้อง
น้ำท่วมเป็นคลอง
มองไม่เห็นไร
ด้วยวิญญานป่า
ภูมิซ่าสดใส
ปั่นจักรยานต่อไป
ไร้ความลังเล