Friday, 11 June 2010

  • พัฒนาการ

    โคลงสี่สุภาพ เป็นร้อยกรองที่ผมกลัวมาก เพราะไม่ค่อยรู้จักคำเป็นคำตาย วรรณยุกต์ใส่ยังไง ๆ ก็ไม่รู้ ยาก พอคุณจักรชักชวนให้ลองแต่งดู คุณจักรส่งคำท้ามา ดังนี้

    คราวหน้ามีเวลา            แต่งเลย
    โคลงสี่สุภาพไทย          เจ๋งเป้ง
    แต่งแล้วจ๊าบกว่า           แต่งเพลง สุดยอด
    กลอนสี่กลอนแปดไซร้   ตุ๊ดไป หมดเอย

    จึงตอบไปว่า

    โคลงสี่สุภาพนั้น      มันยาก
    เอกโทไซร้ใส่ผิดที่   ประจำ
    สัมผัสโคตรงง         ตรงไหน ละเนี่ย
    นี่ไงไม่ทันจบ          เจ๊งบ๊ง แล้วแฮ

    ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการกระทำชำเราฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพที่แท้จริงอย่างมิน่าให้อภัย

    เมื่อคืนเกิดแรงบันดาลใจอันแรงกล้า อุตส่าห์เปิดตำราแต่งโคลงสี่สุภาพ ลองดูซิว่าจะโอเคมั้ย...

    กำลังเรียนล่วงรู้             สุภาพ
    โคลงสี่มีฉันท์กาพย์        ใช่เหล้น
    หากเขียนคล่องลองทาบ  ทามท่าน จักรนา
    ขอช่วยมาคอมเม้นท์        ไป่รู้ ฉันทลักษณ์

    วรรณยุกต์โทเอกนั้น        มันยาก
    บังคับทำลำบาก             ไม่น้อย
    เขียนไปเรื่องมันมาก        มายยิ่ง จริงแฮ
    จบสี่สุภาพคล้อย            ค่อยทิ้ง ยิงกลอน

    กลอนแปดกลอนสี่นี้        ซำบาย
    เด็กเด็กทั้งหญิงชาย        แต่งได้
    โคลงสี่สุภาพหมาย        ไว้ใฮ่ ชั้นครู
    ผมจึ่งกลับไปไซร้           ไป่สู้ โคลงเอย

    แต่งมาตั้งสี่ชั้น              มันก็
    ยังฝ่อฝีมือรอ                บ่ใช้
    จักรยานไม่เข้าคอ          โคลงสี่ สุภาพเฮย
    ขอฝึกศึกษาให้              เชี่ยวล้ำ จำทน


    เอ๊ะ มันก็สนุกดีแฮะ แต่ไม่ค่อยเข้ากับ Topic จักรยานสักเท่าไหร่...

Wednesday, 09 June 2010

  • กลอนจักรยาน

    เช้านี้ขอเอากลอนที่แต่งเกี่ยวกับจักรยานเมื่อคืนมาลง

    ผมแต่งลง Facebook ไว้ว่า

    ค่ำคืนนี้มีเสียงฝนปนฟ้าร้อง
    น้ำเนืองนองรองระรินกลิ่นดินหญ้า
    ปาดกบเขียดเบียดร้องลั่นสันทนา
    ให้นำพาตาหลับสดับฟัง

    วันพรุ่งนี้ขี่รถเลาะเลี้ยวลัดไล่
    ปั่นปั่นไปให้กวาดตาหน้าและหลัง
    น้ำเจิ่งนองเนินถนนคนระวัง
    หากพลาดพลั้งพลาดไปได้เจ็บตัว


    คุณจักร เพื่อนบน Facebook ที่เคยเจอกัน ๑ หน เป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ พอ ๆ กับผม (ขอโทษนะเฟ้ย) แต่งต่อไว้ว่า

    ปั่นรถถีบ อย่ารีบ ระวังไว้
    หัวควรใส่ หมวกเลี่ยงภัย ให้คงที่
    ปั่นปั่นไป ตาดูไว้ ได้ถ้วนถี่...
    ขี่ไม่ดี กลายเป็นผี เฝ้าที่เอยยยยยย

    มีอีก....

    ผมแต่งว่า

    ฝนตกลงมา
    หวังว่าจะหยุด
    พรุ่งนี้ใส่ชุด
    ปั่นจักรยาน

    คุณจักรต่อ...

    ถึงฝนตกมา
    ถึงฟ้าจะร้อง
    น้ำท่วมเป็นคลอง
    มองไม่เห็นไร
    ด้วยวิญญานป่า
    ภูมิซ่าสดใส
    ปั่นจักรยานต่อไป
    ไร้ความลังเล

    ผมตอบกลับ

    คุณจักรอีกแล้ว
    กลอนแจ๋วซาบซ่า
    ประเทืองปัญญา
    พาสุขใจเอย


    เดี๋ยวว่าง ๆ มาแต่งตอบกันอีกนะคุณจักร... ฮ่าฮ่า...



    กลับมาบ้าน แต่งต่อ... ว่าดังนี้ครับ

    นิราศลาดพร้าว

    ปั่นลาดพร้าว เช้านี้ มีหวาดเสียว
    จะลดเลี้ยว ลัดเลาะ เกาะถนน
    จะเข้าออก นอกใน ได้ผจญ
    เปียกน้ำฝน ถนนลื่น บรื้นบรื้นเอย

    สักพักก็แต่งต่อ...

    ไปทางเก่า เจ้าประจำ จะดีกว่า
    เลี้ยวซ้ายขวา ฝ่าไป ในถนน
    เข้าริมคลอง แสนแสบ ช่างแยบยล
    ไม่ปะปน กับรถรา มารังควาญ

    ประเดี๋ยวเีดียว เลี้ยวออก ตรอกซอยใหญ่
    เทพลีลา นั่นไง ให้เรียกขาน
    ตรงไปนิด ติดไฟ ไม่รำคาญ
    ก่อนจะผ่าน เลียบทางด่วน ชวนกันมา

    ตรงไปเรื่อย ไม่เมื่อยพัก พำนักก่อน
    ปั่นตามศร ไม่ย้อนทาง อย่างหมาหมา
    มอเตอร์ไซค์ ใครขี่สวน กวนบาทา
    โปรดจงอย่า ยอมให้มัน อัดกันเลย

    รำคาญนัก จะชักมีด มาขมขู่
    มึงกะกู ใครจะอยู่ กูไม่เฉย
    เบื่อจริงจริง เดี๋ยวถีบกลิ้ง คางไปเกย
    แล้วเตะเสย ชายโครง โก้งโค้งนอน

    แต่แค่นึก ในใจ ไม่ออกท่า
    เดียวบาทา ฝ่าเท้าวิน จะบินว่อน
    ผมนักเลง เก่งเพียง เรียงบทกลอน
    ขอไปฝึก ศึกษาก่อน จะสอนมวย

    อึดใจหนึ่ง ถึงแยก พระรามเก้า
    ก็ตรงเข้า ไฟแดง อย่าฉาบฉวย
    ฝ่าสัญญาณ จราจร มีหวังซวย
    ชนมอดม้วย หรือป่วยเจ็บ เก็บเงินประกัน


    ไม่ได้ีมีเวลาว่างนะเนี่ย แค่ฟุ้งซ่านเกิน...

Tuesday, 08 June 2010

  • Too funny...

    This clip is too funny, especially for those into fixies out there

    เพลงนี้เจ้านายเก่าผมที่อเมริกาส่งมาให้ดูนานมากแล้ว ตั้งแต่กลับไทยใหม่ ๆ นึกขึ้นได้เลยขอเอามาโพสต์ลงให้ดู ตลกดี



    ชื่อเพลง Performance เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบกันระหว่างรถจักรยาน Fixed Speed ภาษาไทยเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ แต่เป็นรถเด็กแนว ว่างั้น ประเภทอาร์ตติสหน่อย ๆ เวลาขี่ต้องใส่รองเท้าผ้าใบแบบ Converse หรือ นันยางก็ได้มั้ง เสื้อยืดเซอร์ ๆ (คำนี้ยังมีอยู่เปล่านี่)  กางเกงยีนรัดรูปหรือขาสามส่วน เฟรมต้องเป็นโครโมลี่ชัวร์ เบรคไม่ต้องมี เพราะรถมันปั่นมันหยุดไปตามใจคนปั่น ฉะนั้นมันก็ปั่นยากอยู่สักหน่อย แต่ก็มีเสน่ห์สำหรับนักจักรยานบางจำพวก  วัฒนธรรม Fixie นี้มาจากพวกปั่นส่งเอกสาร (bike messenger) ที่อเมริกา จำไม่ได้ว่า San Fran หรือ New York หรือ Chicago เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เห็น ที่ Seattle ก็ยังมี เมืองไทยก็เริ่มฮิตกันบ้างในหมู่เด็กแนว (ที่มีตังค์ เพราะคันนึงไม่ถูกนะครับ หลักหมื่นเหมือนกัน) ถ้าอยากเห็นต้องไปแถว ๆ นวมินทร์ City ริมถนนเกษตร-นวมินทร์ (ถ.ประเสริฐมนูญกิจ) เคยเจอกลุ่มใหญ่มาชุมนุมขี่ (จักรยาน) กันในลานจอด ก่อนจะออกไปปั่นเล่นแถว ๆ นั้น

    กับ

    รถจักรยานที่เจ้าของเพลงใช้ คือรถเสือหมอบประเภทไฮเทค เฟรมอลูมีเนียมชั้นดี อุปกรณ์ทำด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบาและแพง (แต่ตัวคนร้องก็ยังบอก ยังไม่เจ๋งพอ เจ๋งจริง ๆ ต้องเฟรมคาร์บอนด้วย) เกียร์และเบรคก็ต้องใช้ของ Shimano รุ่นแพงสุด Dura-Ace

    ส่วนตัวคนขี่เอง ก็ต้องฝึกซ้อมสุด ๆ ลงทุนโกนขนทั้งตัว เหมือนนักว่ายน้ำ จะได้ลดแรงเสียดทานกับลม กินแต่อาหารบำรุง (บวกโด้ปยา อิอิ)

    แต่คนที่ไม่ได้ขี่จักรยานคงไ่ม่รู้ว่ามันตลกยังไง สินะ... ต้องรู้จักคนทั้งสองกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นชาวจักรยานเหมือนกัน แต่ไม่มีความเหมือนกันเลย แล้วถึงจะรู้ว่าตลกยังไง คือ Video นี้ก็ล้อเลียนคนทั้งสองกลุ่มนะแหละ สนุก ๆ แก้กลุ้ม ครับ :)

    ถ้ามีตังค์และเวลามากกว่านี้ ผมคงไปหา Fixie มาเล่นด้วยสักคันเหมือนกันแหละ

Monday, 07 June 2010

  • Cycling for life

    I just came across a set of YouTube clips made in a collaboration by TCA, Thai Cycling Association, and Bianchi Club Thailand about 4 individuals whose lives were transformed by cycling. They, in turn, are transforming other people's lives.  The clips are in Thai, however.

    ได้ไปเจอ VDO สั้น ๆ ใน YouTube ผ่านทาง Thai MTB ก็เลยขอเอามาแปะไว้ที่นี่ เป็นเรื่องราวของคนสี่คนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองผ่านจักรยาน และนอกจากจะเปลี่ยนชีวิตตนเองแล้ว ยังเปลี่ยนชีวิตคนอื่นด้วย

    ดูเองดีกว่าครับ ข้อความข้างล่างนี้ ขอยกมาจากที่ทาง TCA ได้โพสต์ไว้ในเว็บบอร์ด Thai MTB นะครับ

    เรื่องที่ ๑ : “จักรยานให้ชีวิต” เรื่องของ คุณบุญเอื้อ มหาพราหมณ์

    เป็นเรื่องของชายวัยเกษียรอดีตครูโรงเรียนประถมศึกษา นายบุญเอื้อ มหาพราหมณ์ ที่ติดเหล้าและบุหรี่อย่างหนักจนเป็นเหตุให้เส้นโลหิตแตกในสมอง ต้องนอนอยู่กับเตียง พูดและเดินไม่ได้ ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ อยู่นานถึง ๕ ปีจนได้พบกับกีฬาจักรยาน เขาได้เริ่มหันมาปั่นจักรยานจนร่างกายพลิกฟื้นขึ้นมาจนเกือบเป็นปรกติ ปัจจุบัน นายบุญเอื้อ ปั่นจักรยานมาแล้วกว่า ๔๐,๐๐๐ กิโลเมตร ขณะนี้กำลังอยู่ใน”โครงการปั่นจักรยานเทิดพระเกียรติฯ ๗๓ จังหวัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ”


    เรื่องที่ ๒ : “จักรยานรักษาใจ” เรื่องของ “วุฒิ” หรือ นายสราวุฒิ ศิริรณชัย จากทีม Bianchi ราชบุรี

    เยาวชน วัย ๑๘ ปี อดีตเด็กมีปัญหามาจากชุมชนแออัดที่ เป็นเด็กที่ติดเกมส์ กินเหล้า สูบบุหรี่มาตั้งแต่เด็ก หนีออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน ต่อมาได้รับการชักนำจาก “โค้ชเงาะ” ให้มาปั่นจักรยานชี้ทางสว่างให้ออกมาจากมุมมืดของสังคม จนในที่สุดสามารถกลับตัวเป็นคนดี เขาได้ มุ่งมั่นฝึกฝนจนได้ครองแชมป์นักกีฬาจักรยานในรุ่นเยาวชนของประเทศไทย และปัจจุบันได้สวมเสื้อธงไตรรงค์ เป็นนักกีฬาจักรยานเยาวชนทีมชาติไทยเป็นตัวแทนไปแข่งกีฬาในต่างประเทศ


    เรื่องที่ ๓ : “จักรยานรักษาโรค” เรื่องของ คุณวีรวรรณ ขอไพบูลย์ จาก กลุ่มจักรยาน BPMTB

    หญิงสาว ทายาทกิจการแบตเตอรี่ ๓ K ที่โด่งดัง คุณวีรวรรณ ขอไพบูลย์ ซึ่งป่วยเป็นโรคหอบหืดมาตั้งแต่เด็กและต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว มาโดยตลอด จนมาพบกับกีฬาจักรยานที่ได้นำให้เธอให้หลุดพ้นจากโรคนี้ ปัจจุบันคุณวีรวรรณ เป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมจักรยาน Blue Planet Mountain bike และได้ออกทริปจักรยานเสือภูเขาไปในถิ่นทุรกันดานมากว่าพันกิโลเมตรแล้วและ ยังคงปั่นจักรยานจนถึงทุกวันนี้


    เรื่องที่ ๔ : “จักรยานสร้างคน” เป็นเรื่องราวของ นายอนันต์ ศรีเรือง หรือที่รู้จักกัน “โค้ชเงาะ” แห่งทีม Bianchi ราชบุรี

    ผู้ที่เป็นอดีตนักซิ่งจักรยานยนต์ที่ใช้ชีวิตให้ หมดไปวันๆด้วยการแข่งรถไปตามท้องถนนในยามค่ำคืน จนได้พบเหตุการณ์กลุ่มเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกัน เจอกับเด็กที่ทุบตีพ่อแม่เพื่อจะเอาเงินไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์และซื้อยาเสพ ติด “เงาะ”ได้ค้นพบสัจธรรม ของกีฬาจักรยานที่พลิกผันตัวเขาให้หันมาทำสิ่งดีๆกับสังคม โดยนำเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้มาดูแลและสอนให้ปั่นจักรยานและเปลี่ยนให้เป็นคน ดีของสังคม เขาสร้างทีมแข่งจักรยานจากเด็กเหล่านี้เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันจักรยานใน ระดับประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย เรื่องราวของ “เงาะ”ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในรายการ “คนค้นคน” ทางช่อง ๙ อสมท. เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา



    เป็นอย่างไรบ้างครับ ได้ดูครบทั้ง ๔ รายการหรือเปล่าครับ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยออกความคิดเห็นด้วยนะครับ




  • Trip to Sichang - ทริปสีชัง Part 2.5

    DINNER TIME!

    The time was about 5-ish PM and I was ready for dinner.  Lacking any alternative idea, we started heading into town to go to the rice soup shop we were a day earlier.  Since our "broken arm girl" Nan couldn't ride, we walked into town, which really did not take long.

    ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว หลังจากปั่นเหนื่อยมาทั้งวัน คืนนี้ไม่รู้จะกินอะไร นึกขึ้นได้ว่าเฮียเผ่าผู้ใจดีประกาศไว้เมื่อคืนที่แล้วว่าให้ทางร้านข้าวต้มเมื่อคืนไปหาปลาอินทรีย์มาทำข้าวต้ม ก็เลยมุ่งหน้าไปร้านเดิม เผื่อจะยังเหลือ  เที่ยวนี้เดินไปกับเพื่อนใหม่ แนน สาวแนนผู้แขนหักจากอุบัติเหตุจักรยานไม่นานมานี้ ก็จูงจักรยานลงไปแทนที่จะปั่นไป ไม่นานนักก็ถึงร้าน



    ป้ายใหญ่สีแดงขาวชัดเจนมาก

    ปรากฏว่าปลาอินทรีย์หมดไปตั้งแต่รอบที่ ๒ ของเย็นนี้แล้ว เรามาถึงเป็นรอบที่ ๓ จึงอดครับ เลยสั่งไอ้นี่แทน ตามคำแนะนำของเถ้าแก่กิตติมศักดิ์ประจำร้านคนใหม่ "เฮียเผ่า" นั่นเอง



    เกาเหลาปลา-หอยนางรมกับข้าวเปล่า ข้าวด้วยเดียวแบ่งกันกิน ๒ คน เพราะลำพังแค่ตัวเกาเหลาเองก็อิ่มจะแย่แล้ว รสชาติอร่อยกลมกล่อมเหมือนเมื่อคืน ปรุงด้วยน้ำปลา ๑ เหยาะ พริกเผาินิดนึง ก็พอแล้ว ที่จริงหอยนางรมหมดเมื่อถึงคิวของพวกเรา แต่เฮียเผ่าผู้ใจดีก็อาสาบึ่งมอเตอร์ไซค์ที่แกเช่ามาไปหาหอยมาให้จากบ้านที่ เขาขาย ไม่ไกลจากร้านนัก

    To save time, I ordered this fish-oyster soup and a bowl of rice, the same thing that Nan ordered.  It tasted as good as the rice soup I had the night before.  The shopowner actually ran out of oyster, but our very own "Uncle Pao" who had rented a motorcycle to ride on the island volunteered to go find fresh supply.


    เสร็จจากข้าวต้ม ก็ได้เวลาเดินเที่ยวดูชุมชน เพราะยังไม่มืดเลย พักจักรยานไว้ที่ร้านข้าวต้มก่อน เดินไปกับแนนมุ่งหน้าตรงไปยังแถบท่าเรือ เดินไปก็คุยไปเรื่อย ๆ คุยเรื่องจักรยาน งาน รถ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา พอเจอคนที่คุยกันถูกคอ เวลาก็ผ่านไปเร็ว ไม่ทันไรก็ถึงท่าเรือแล้ว 


    แต่ก่อนถึงท่า มองเห็น 7-11 ทั้งผมกับแนนก็คิดสงสัยตรงกันว่า ถ้าข้าวของมันต้องขนใส่เรือมา ราคามันจะแพงกว่าที่บนฝั่งหรือเปล่านะ ลองเข้าไปสำรวจดูซิว่าราคาเป็นอย่างไร ปรากฏว่ามันเท่ากันแฮะ แต่ร้านชำต่าง ๆ ที่เขาน่าจะมีต้นทุนสินค้ามากกว่า เขาก็อยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่คนเต็ม 7-11 ตลอดเวลาเลย สงสัยเป็นเพราะเขาไม่ต้องเช่าที่ เปิดร้านชำหน้าบ้าน อะไรขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้ก็เลิกขาย




    After dinner, it was still quite bright out, so we decided to stroll through town to observe the community's way of life.  Nan and I walked toward the pier area.  

    A floating crane! ปันจั่นลอยน้ำ
     



    The island's main mode of transportation seemed to be motorcycles.



    มอเตอร์ไซค์เต็มไปหมด แต่ไม่เห็นมีตำรวจจราจรสักนายเดียว

    คุยกับแนนว่า เอ๊ะ คนแถวนี้เขาทำอะไรกัน ประมงก็คงมีบ้าง เกษตรกรรมไม่เห็นมีการปลูกอะไรเลย ราชการก็มีที่ว่าการอำเภอ มีโรงพยาบาล มีตำรวจ ด้านท่องเที่ยวก็มีแ่ต่ไม่มาก คิด ๆ ดูแล้วยังไม่ทราบว่าชาวบ้านเขาทำอะไรกันบนเกาะนี้  กลับกรุงเทพฯ ลองไปเปิดเว็บหาดู ก็มีแต่บอกว่าเป็นประมง ค้าขาย การบริการท่องเที่ยว รับจ้าง แต่ก็ได้ทราบมาภายหลังว่าคนรุ่นหนุ่มสาวก็ไปทำงานฝั่งโน้นกันมาก ทำงานศรีราชา พัทยา บางแสน เมืองชล นาน ๆ ทีก็กลับมาฝั่งนี้ที ถ้าจะให้ไปกลับบ่อย ๆ แบบวันละครั้งคงไม่ได้เพราะค่าเรือไม่ถูกนัก และใช้เวลาข้ามเรือตั้งชั่วโมงนึง

    Fishing vessels in the harbor.   Though it appears in the photo below as dark or black, the green seawater was crystal clear.



    ร.เรือจอดเรียง
    เคียงกันในท่า

    น้ำทะเลเขียวฟ้า
    สบายตาน่ามอง

    At the harbor we also saw another type of vehicles, which I believe is called "Skylab".  It looks kind of like a more familiar Tuktuk.  The front part is made from motorcycle frame, but the engine, mounted longitudinally, is from a small truck, most commonly from the vastly popular Mazda Familiar 1400 cc, complete with the gearbox.  The Tuktuk is obviously driven by its rear wheels.  The driver claimed that it can go pretty fast!  Well, I believed him, since it's probably got a horsepower to weight ratio that's better than many modern sedans.



    เดินไปมาิเจอรถตุ๊ก ตุ๊ก แบบท้องถิ่น ไม่ทราบว่าเจ้านี่คือรถที่คนเรียกกันว่ารถ Skylab หรือเปล่า ใช้เครื่องเก่ารถกระบะ คาดว่าคงจะเป็น Mazda Familiar เครื่อง ๑,๔๐๐ ซีซี เป็นเครื่องเบนซินมาพร้อมเกียร์ด้วย คนขับบอกว่า "แรงนะครับพี่" ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักน่าจะดีกว่ารถยนต์สมัยนี้หลาย ๆ คัน

    Walking back up from the pier, we caught sight of a row of roadside stall selling dessert and other quick eats.

    เดินขึ้นมาจากบริเวณท่าเรือ ก็ไปเจอะร้านขนมนี้เข้าพอดี



    ร้านนี้มีพี่คนหนึ่งแนะนำว่าอร่อยที่สุดในเกาะนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเพราะไม่เห็นร้านอื่นเลย



    Some other cyclists in our group were already sitting down so we decided to join them.  I ordered "Bua Loy Kai Wan" or บัวลอยไข่หวาน - boiled flour balls served with pieces of coconut, taro, and boiled egg, in a mixture of syrup and coconut milk... hmmm good stuff!

    เหลียวไปมองที่โต๊ะ มีพี่ ๆ หลายท่านนั่งอยู่แล้ว เลยเข้าไปร่วมวงด้วย ผมกับพี่คนหนึ่งสั่งบัวลอยไข่หวาน ราคา ๑๒ บาทเท่านั้น แนนสั่งถั่วแดง+ถั่วเขียวผสมกัน พอกินไปคำแรกเท่านั้นแหละ... ได้รับรสชาติอันหวานเสียเหลือเกิน

    แม่เอยแม่ค้า
    เร่งทำมาหากินถิ่นสถาน
    น้ำแข็งไส บัวลอยไข่ ให้รับประทาน
    ทำของหวาน น้ำตาลใช้ ให้ระวัง

    ทำเสียหวาน ซาบซ่าน สะท้านรส
    แม้แต่มด ยังบ่นหวาน ผ่านที่หวัง
    หากกินบ่อย ฟันจะผุ ร่ายกายพัง
    ขอจงยั้ง หยุดน้ำตาล หวานพอดีพอดี



    The dessert was really sweet - as if to strictly adhere to the literal meaning of the Thai word for dessert "Kong Wan - ของหวาน" or "sweet thing". 

    สี     หวานจ๋อยคอยเย้ายวนชวนให้ซื้อ
    สัน   ทัดมือแม่ค้าปรุงมุ่งให้หวาน
    สด   แสบทรวงลวงล้ำรับประทาน
    ใส    สว่างใครได้ผ่านต้องแวะกิน

    As we sat down to eat our dessert, I noticed this lightbulb hanging above.  Despite the massive campaign to encourage people to switch from incandescent to compact fluorescent bulbs, the former can still be found.  Admittedly the glow from these old-school bulbs is a lot more appealing that the CFL's industrial-like shade of bright white or even "warm" yellow, and also less toxic in landfills at the end of their lifetime.



    มองหลอดไฟให้คิดจิตประหวัด
    มองแล้วขัดลูกตาพาสงสัย
    บนเกาะนี้ไม่มีหรืออย่างไร
    หลอดตะเกียบประหยัดไฟน่าใช้เอย

    A number of cyclists rode past us.  This little guy, Nong Pond, just suffered a minor accident. Look at his knee!  I believe he was on his way to the hospital, which is located a block away from the dessert stall.
     


    จากนั้นก็ได้เวลากลับที่พักสักที ก็เดินผ่านร้านข้าวต้มเพื่อไปเอาจักรยาน เดินจูงไปเรื่อย ๆ มุ่งหน้าศาลาเทศบาลฯ แต่ก่อนจะึถึง มันมีจุดชมวิว ตอนนี้เริ่มได้ยินเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้อง เลยควักกล้องออกมาถ่ายรูปไว้อีก

     

    เมื่อฟ้าร้องก้องทิศพินิจได้
    ฟ้าพิโรธลงโทษใครเพียงชั่วครู่
    อีกไม่นานม่านเมฆเสกพรั่งพรู
    เป็นเม็ดฝนให้ได้รู้ถึงกรุณา

    After we enjoyed our dessert, Nan and I walked back to the rice soup shop to pick up my bike
    before heading back to the Municipality Office.  Just as we approached our destination, we passed by the observation point overlooking the west side of the island.  Too bad we didn't make it there soon enough to see the sunset, but the view of the thundering clouds in the distance was impressive nonetheless.

     

    สว่างนักนะฟ้าร้อง
    อยากให้ลองทำประโยชน์
    พลังงานของท่านโปรด
    บริจาค กฟผ.

    ฟ้าคะนองมีทั่วไป
    ทั่วแดนไทยให้น่าคิด
    อยากให้ใครประดิษฐ์
    เอ้านักวิทย์คิดให้ที

    จับฟ้าผ่าฟ้าคะนอง
    มาใส่กล่องลองดูหน่อย
    จะได้ไม่ต้องคอย
    โรงนิวเคลียร์ละเหี่ยใจ

    We stood watching the thunders for a few more minutes, chatting on about our bike stories, till it looked like rain was coming our way, and head back to the Municipal's facility.

    เราก็ยืนคุยกันชมฟ้าร้องอยู่สักพัก รู้สึกว่าฝนใกล้จะตก ก็ได้เวลากลับที่พัก มานั่งคุยกันต่อเรื่องประสบการณ์จักรยานของเรา เคยอ่านที่แนนเขียนไว้ที่ไหนจำไม่ได้แล้ว ThaiMTB ใช่มั้ยเอ่ย เรื่องที่ไปสิงค์โปร์ เขียนยาวและสนุกมาก อ่านรอบเดียวจบเลย ก็เลยคุยกันเรื่องแนนไปปั่นที่สิงคโปร์-มาเลเซีย เรื่องปั่นจักรยานที่อเมริกา เรื่องนโยบายรัฐด้านจักรยาน ระบบขนส่ง เรื่องการศึกษา ทำไมเมืองไทยไม่เจริญสักทีนะ คุยกันจนฝนเริ่มตก แนนลุกไปหยิบเสื้อยืดสีส้ม Car Free Day มาหุ้มเฝือกก่อน ถ้าเฝือกเปียกเดี๋ยวมันจะบวม ๆ เสียรูปทรงหมด

    We continue talking about bicycles and our life stories for a bit more.  Then it was time to get some sleep for the long ride home the next day...

    คุยกันจนง่วง เลยขอตัวก่อนนะครับแนน ไปนอนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องเก็บแรงไปปั่นกลับบ้านไง ขอตัวไปแปรงฟัน เอาน้ำล้างตัวอีกนิด แล้วก็นอน หลับ สบาย  คืนนี้ฝนไม่สาด แต่อากาศร้อนไปนิดหน่อย

    Stay tuned for the ride home... ภาคต่อไป ตอนที่ ๓ เรื่องปั่นกลับ เป็นขาแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ

Poomsira

  • Visit Poomsira's Xanga Site
    • Name: Poom
    • Gender: Male
    • Member Since: 4/20/2010

Recommended

[no recommendations]

Groups

[no groups]